K1-2010 เปิ้ล Jul29,10 รับ Aug05 @Westwood,LA,CA
ก่อนอื่นเลย เปิ้ล ต้องขอขอบคุณ พี่แนท พี่บุ๋ม เพื่อนปุ๊ก น้องจ๊อยซ์ ที่คอยให้กำลังใจและคำแนะนำเสมอนะคะ
ขอขอบคุณ website usvisa4thai แห่งนี้ที่ทำให้ เปิ้ล ได้รูจักเพื่อนและพี่ ดีๆ น่ารักๆ หลายๆคน
และขอขอบคุณสำหรับทุกประสบการณ์ที่พี่ๆ เพื่อนๆ ได้โพสต์เอาไว้ เพื่อเป็นแนวทาง
ให้อ่านให้ศึกษาขั้นตอนการทำวีซ่าด้วยตัวเอง ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันเลยนะคะ นี่เป็นประสบการณ์สัมภาษณ์วีซ่าคู่หมั้นของเปิ้ลเมื่อวานนี้ค่ะ (ฮา มากๆๆ)
ทางสถานทูตนัดส่งเอกสาร เวลา 7.30 น.ค่ะ
เรื่องก้อมีอยู่ว่าพี่แท็กซี่ขึ้นทางด่วนแล้วลงผิดค่ะ ฮ่าๆๆ ต้องขึ้นทางด่วนใหม่ ฝนก้อตก รถก้อติด แบบว่าครบสูตรเลย
แต่โชคดีของเปิ้ล เพราะ ไปจอดเทียบหน้าสถานทูตตรงเวลาเป๊ะ เจ็ดโมงเช้าครึ่ง แบบว่าใจเต้นตูมตามเลยค่ะ
ลงจากแท็กซี่ เกิดอาการงง เล็กน้อย สถานทูตอเมริกา จริงเหรอ (ทำไมเล็กจัง พี่แท็กซี่จอดรถผิดฝั่งรึเปล่าเนี่ย แว่นก้อไม่ได้สวมไป อ่านอะไรก้อไม่เห็น )
(ที่สงสัยตัวเองว่าลงถูกที่มั๊ย เพราะว่า วันนี้ ฝนมันตกพรำๆ คนต่อคิวน้อยค่ะ ประมาณสิบกว่าคน ยืนไม่เป็นระเบียบด้วย ไม่เห็นเหมือนที่พี่โน๊ตอุดมบอกเลย )
แต่สังเกตุเห็นสาวเสื้อม่วงน่ารักๆสองคนกำลังเดินดูอะไรซักอย่างกับคนที่เข้าแถว(ไม่เป็นระเบียบ) ก้อโล่งใจว่าน่าจะถูกนะ
น้องเสื้อม่วง(กางเกงดำ)เดินมาถึงเปิ้ล เปิ้ลเลยได้โอกาสถาม K1 visa เข้าได้เลยมั๊ยค่ะ
น้องคนน่ารักบอกว่า อ๋อค่ะ เข้าได้เลยประตูตรงกลาง
เดินอย่างมั่นใจ และก้อหยุดงง เอ๊ะ อันไหนมันตรงกลาง เพราะเห็นแค่สองประตู
(อีกประตุหนึ่ง คนต่อแถวยีนบังอยู่ค่ะ ฮ่าๆๆ) ก้อเลยยีน เก้ๆกังๆ อยู่สามวินาที
จนน้องเสื้อม่วงอีกคน เรียกกลับมาดูวันนัดสัมภาษณ์ พร้อมหันไปเอ็ดน้องคนแรกที่บอกให้เราเข้ามาได้ ว่าทีหลังขอดูวันนัดด้วยนะ (ว้า น่าสงสารน้องเค้าจัง)
พอเจอประตูตรงกลาง และเข้าไปแล้ว ก้อฝากของไว้กับเจ้าหน้าที่เสื้อสีฟ้าๆ คล้ายๆ รปพ ฝากทรศัพท์มือถือ ร่ม
และก้อบัตรอะไรก้อได้ที่ไม่ใช่บัตรประชาชนที่มีชื่อเรา จากนั้นก้อรอเข้าคิวเข้าเครี่องสแกน พอผ่านเข้าไปได้ ก้อเดินผ่านทางเดิน open air ไปประมาณ 20 เมตร
เจอประตูไม้เก่าๆ ให้เข้าไปในนั้นเลยนะคะ อย่าทำเหมือนเปิ้ลล่ะ เพราะเปิ้ลไปยืนต่อแถวตรวจเอกสารกับคนที่ขอวีซ่าชั่วคราวประเภทอืนๆ ฮ่าๆๆ
แบบว่าตลกมากเลย ดีนะที่ตอนนั้นแถวไม่ยาว ต่อแถวจนเหลือสามคนข้างหน้า
เปิ้ลก้อได้ยินเสียงประกาศว่า "วีซ่าถาวรและวีซ่าคู่หมั้น กรุณายื่นเอกสารที่หน้าต่างหมายเลข 4 ค่ะ"
เปิ้ลก้อรอค่ะจนถึงคิวก้อเดินไปถามเค้าว่า "หน้าต่างช่อง 4 อยู่ตรงไหนค่ะ"
สาวสวยเสื้อม่วงก้อชี้ไปบอกว่า เดินเข้าประตูไปเลยค่ะ เดินไปเกือบถึง ก้อยังไม่รู้ว่าไหนอ่ะประตู (สายตาสั้นอย่างแรง ฮ่าๆ)
เลยเดิน งงๆ กลับมาถามอีกรอบ น้องเสื้อม่วงทำหน้าเซ็งเลย ฮ่าๆๆ[/b]
ทีนี้พอเข่าไปได้แล้วก้อไปสร้างวีรกรรมต่อที่ข้างใน แบบว่าเจอ หน้าต่างหมายเลข 4 แล้ว แต่ไม่มีคน (อ้าว เพิ่งประกาศให้มายื่นเมื่อกี้นี่เอง)
ยืนงงอยู่นานหนึ่งนาที ยืนอยู่ตรงนั้นมันเด่นมากเลยค่ะ แบบว่าทุกคนนั่งกันหมด แลเวจ้องมาที่เรา (แบบว่า แกยืนทำอะไรเหรอ)
โชคดีมีเจ้าหน้าที่สาวสวยเดินผ่านมาเลยถาม เค้าชี้ไปทั้โทรศัพท์ข้างเสา แต่ไม่พูดอะไร และเข้าห้องไปเฉยๆ
เราก้อเลยเดินไปดู ถึงเข้าใจ ว่า อ้อ มีหมายเลขให้โทรตามเจ้าหน้าที่ โทรไปมีคนรับสาย
แล้วเจ้าหน้าที่ก้อมารอที่หน้าต่างหมายเลข 4 รับเอกสารตัวจริงที่เราเตรียมไปค่ะ
-ใบเกิด
-ทะเบียนบ้าน
-บัตรประชาชน
-ใบเปลี่ยนชื่อ
-พาสปอร์ต
เจ้าหน้าที่ก้อถามเรื่องว่าเราส่งนู่น ส่งนี่แล้วรึยัง เราก้อตอบไปอจากนั้นก้อเซ็นซื่อใน ds 156k
แล้วเค้าก้อให้เราเอากระดาษเล็กๆใบขาวๆไปยื่นชำระเงินเพิ่มอีก 7227 บาทที่แคชเชียร์
ชำระเรียบร้อย ก้อนำใบเร็จมายื่นที่หน้าต่างหมายเลข 4 อีกครั้ง
แล้วเจ้าหน้าที่ก้อให้กลับมาใหม่ตอน 12.30 น.จ
เรื่องฮาๆ วันสัมภาษณ์วีซ่าของเปิ้ล .. ตอน 2
อ้อข้างบนเล่าข้ามไป หนึ่งช็อตค่ะ พอยื่นเอกสารตัวจริงเสร็จ เจ้าหน้าที่ถามหาเอกสารความสัมพันธ์ค่ะ
เปิ้ลก้อ ยกขึ้นมา (ใช้คำว่ายก เพราะว่ามันหนัก 7 กิโลกว่าๆ กรุณาอย่าเลียนแบบนะคะ มันเยอะเกินไป เปิ้ลเป็นพวก "เผื่อไว้ก่อน" เลยแขนแทบหัก)
เป็นแฟ้มปกอ่อนสองเล่ม ปกแข็งสามเล่ม มี index พร้อม เพื่อจะได้ดูง่ายๆๆ (ขอบคุณพี่บุ๋มที่ให้ก๊อบไอเดียดีๆแบบนี้นะคะ

)
เจ้าหน้าที่เห็นเอกสารแล้วทำหน้าอ่อนใจ ถามว่าไอ้เล่มหนาอันล่างสุดนั่นอะไรค่ะ เราตอบว่า อ๋อ อีเมลล์ค่ะ คัดมาแล้ว (ว่าหวาน มดตอม)
เจ้าหน้าที่บอกว่า เล่มนั้นเก็บไว้ก่อนนะคะ ส่งเฉพาะสี่เล่ม ข้างบน
(ไอ้เราก้องงว่า อ้าวทำไมไม่เอาไปให้หมดล่ะ เอาไปหมดก้อได้นะ มันหนักอ่ะ อ่านได้ๆ เราไม่เขินหรอก)
แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก้อรับแค่สี่เล่ม แบบว่าต้องเปิดประตูรับกันเลยทีเดียว (คนอื่นๆเค้ายื่นผ่านช่องข้างล่างหน้าต่างให้เจ้าหน้าที่)
ส่วนอีกหนึ่งแฟ้มเลยต้องหิ้วออกมาด้วย (หนักมาก)
ออกมานั่งรอที่เดิม มีกาแฟ ดอยตุง ขายด้วยค่ะ bakeryก้อมี น้องคนขายบอกว่าเอาเข้าห้องทานตอนรอสัมภาษณ์ได้
เปิ้ลซื้อชามาทานกะขนมหวานที่เตรียมมาแล้วก้อนั่งรออยู่ข้างนอกนั่นเอง
นั่งได้ซักพัก ก้อมีเด้กนักเรียน และคนชราหลงทาง มาถามทางอยู่เรื่อยๆ ขอยืมปากกาก้อมี นั่งอยุ่ดีๆก้อได้ทำบุญ
สุดท้ายนี่มาแปลก ขอยืมตังค์ 30 บาท (น้องเค้าเอาตังค์มาไม่พอค่ะ สงสัยลืมหยิบมา น่าสงสารค่ะมาคนเดียว หน้าซีดเลย)
ก้อเลยให้ไป 40 บาท บอกว่าไม่ต้องคืน (เพราะไม่รุ้จะคืนกันยังไง)
น้องเค้าก้อทอนมา 10 บาท โห บอกแล้วว่าไม่ต้องทอนก้อได้ แล้วน้องจะกลับบ้านยังไงเนี่ย ห่วงจัง
นั่งอยู่ตรงนั้น จนรู้จักพี่คนหนึ่งที่มาขอวีซ่า k1 เหมือนกัน ชื่อพี่อ้อน ค่ะ
พี่เค้าบอกว่าน้องเปิ้ล เราไปขอเสื้อม่วงเค้ามาใส่กันเถอะ
วันนี้ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ให้ สถานทูตอเมริกา ครึ่งวัน
แบบว่า ใครเข้ามาเค้าก้อถามทางกันเกือบทุกคนเลย ฮ่าๆๆ ความคิดดีอ่ะพี่อ้อน
นั่งอยุ่ด้วยกันอยุ่ครึ่งวัน พี่อ้อนเก็บตังค์บนพื้นได้ สองครั้ง โห ตาดีมากๆๆ
นั่งคุยกันไปซักพักเริ่มไม่มีเรื่องคุย ออกไปข้างนอกก้อไม่ได้ ฝนตก ก้อเลยนั่งถามคำถามที่เปิ้ล list ไป
ทนายของพี่อ้อนซ้อมให้ครั้งเดียวเอง น่าสงสารจัง(เก้บตังค์แฟนพี่เค้าไปตั้งหลายหมื่น)
ถามกันไป ถามกันมา ลดความตื่นเต้นจนใกล้เวลา ก้อเเลยเข้าห้องสัมภาษณ์
ตอนบ่ายมีสัมภาษณ์วีซ่าคู่หมั้น 7 คนค่ะ (หญิง 5 ชาย 2) สัมภาษณ์ที่หน้าต่างหมายเลข 6
ผุ้หญิงสองคนแรกสัมภาษณ์ประมาณ คนละ 10 นาที แบบเงียบๆ
ผ่านทั้ง สองคนค่ะ พอท่านกงสุลเรียกชื่อคนที่สาม แบบไม่ทันตั้งตัว อ้าวมันชื่อเรานี่นา..
(ง่วงจัง ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ เดี๋ยว มาเล่าต่อตอนที่ 3 นะคะ)
เรื่องฮาๆ วันสัมภาษณ์วีซ่าของเปิ้ล .. ตอน 3 มาแล้วจ้า
กลับมาเล่าต่อแล้วค่ะ

เมื่อคืนเป็นคืนแรกเลยที่เปิ้ลหลับสนิท

หลังจากอาทิตย์ที่แล้ว หลับๆตื่นๆทั้งอาทิตย์ แบบว่าตาโบ๋

สิวขึ้นเต็มเลย
เอ้าเล่าต่อเลยนะคะ พอเปิ้ลได้ยินได้ยินท่างกงสุล เรียกชื่อก้อรีบลุกไปที่หน้าต่าง 6 แบบกล้าๆกลัวๆ
เดินไปถึงก้อสวัสดี ท่าน แบบงามๆ ย่อเข่าด้วยค่ะตอนนั้น มือเย็น ลมจะจับเอาให้ได้เลยทีเดียว
ท่างกงสุลเป็นผู้หญิง ค่ะ ท่านรับไหว้เปิ้ล แล้วยิ้มตอบด้วย ว้าวๆๆ กำลังใจมาเป็นกองเลย
ตอนแรก ท่านกงสุลพูดไทยกับเปิ้ลค่ะ ถามว่าชื่ออะไร เปิ้ลก้อตอบท่านไป
จากนั้น ท่าน ให้ยกมือซ้ายสี่นิ่วไปวางที่เครื่องสแกนเล็กๆด้านขวามือ
ตามด้วย นิ้วข้างขวาอีกสี่นิ้ว จากนั้นนิ้วหัวแม่มือทั้งซ้ายและขวาพร้อมกัน
และถามเราว่า คุณสาบานว่าจะพูดแต่ความจริงมั๊ย เปิ้ลตอบว่า สาบานค่ะ
แล้วท่านก้อให้เราเซ็นชื่อลงในแบบฟอร์มอะไรซักอย่างค่ะ จำไม่ได้แล้ว
จากนั้น คำถามแรกก้อตามมา ท่านถามไป พิมพ์ไปค่ะ
-คู่หมั้นคุณชื่ออะไรค่ะ เปิ้ลก้อตอบไป
-คู่หมั้นคุณพูดไทยได้มั๊ย เปิ้ลตอบไปว่า ได้นิดหน่อยค่ะเพราะเพิ่งหัดเรียน
-งั้นคุณก้อพูดภาษอังกฤษกับแฟนคุณใช่มั๊ย? เปิ้ลตอบว่า ค่ะ
ท่านกงสุลว่า "โอ้ ดีเลย เรามาสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษกันนะ..
อ้าวเปิ้ล งานเข้า (ฮ่าๆๆ ความจริงก้อเตรียมตัวมาแล้วค่ะ แต่ก้อแอบหวั่นๆ)
คำถามภาษาอังกฤษมาแล้วค่ะ
-How you met your fiance?
-How old is he? แล้วท่านก้อมองหน้าเรา เปิ้ลตอบไปว่า 49 ปี
ท่านก้อว่า "he is very old for you" แล้วท่านก้อยิ้ม ตามด้วยขำค่ะ
ทีนี้ ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ ผ่านไมค์ แบบว่าคนได้ยินกันทั่วห้องสัมภาษณ์ ฮ่าๆๆ
เราเขินน่ะ หน้าร้อนหมดเลย ตอนนั้นคงจะแดงมากๆ แล้วก้อขำไปกับท่านด้วย หัวเราะเสียงดังเลย
จากนั้นเปิ้ลก้อตอบท่านว่า "no no for me he is very young" ท่านยิ่งขำไปใหญ่
แล้วท่านก้อถามว่า "how old are you?" เปิ้ลตอบว่า 29 ปี
ท่านก้อว่าพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า นั่นไหมล่ะ คู่หมั้นคุณแก่กว่าคุณตั้งแยอะ ฮ่าๆๆ
พอดีแฟนเปิ้ลเกิดที่อิหร่านค่ะ คำถามต่อไปคือ -how many language he can speak?
เปิ้ลก้อตอบว่า "English Spanish and Arabic"
ท่านก้อว่า "oh he can speak Spanish...and no it 's not Arabic it's...(อะไรซักอย่างฟังไม่ทัน) for Iranian..
เปิ้ลก้อเหวอ อ้าวเหรอค่ะ "oh..i am sorry..i don't know" แล้วท่านก้อยิ้ม
-What is his job? เปิ้ลก้อตอบไป....
-What is your job? เปิ้ลก้อตอบไป...
-Have you ever been marry before? เปิ้ลก้อตอบไป .....
-And your fiance,he has ever been marry before?
-How many kids he has?
-How old are they?
-Are they married?
-Oh!! so you are going to be their step mom? haha (ท่านหัวเราะอีกแล้ว)
-what is your Fiance 's religion?
แล้วท่านก้อหยิบเอกสารความสัมพันธ์ปึกใหญ่ขึ้นมาดูค่ะ เปิดดูบิลค่าโทรศัพท์ ผ่าน
เปิดดู พวก การ์ดต่างๆ ตั๋วเครื่องบิน รูปของขวัญที่แฟนส่งมา ประวัติการ chat ผ่าน skype ..
ท่านดูไปยิ้มไป บอกว่า so cute ( ทำเอาเปิ้ลเขิน

)
แล้วมาหยุดตรงใบเสร็จค่าหมอ ถามว่า "What is this?" เปิ้ลก้อเล่าไป
จากนั้นท่านมาเปิดดูรูปพร้อมคำบรรยายที่เปิ้ลเขียนไปค่ะ
เป็นแฟ้มรูปที่ถ่ายตอนแฟนมาหาเปิ้ลแล้วเราไปเที่ยวกัน รูปตอนกินข้าวกับครอบครัวเรา
รูปที่ถ่ายตอน chat กัน รูปที่คุณแม่ของแฟนแวะมาทักทายเราตอนเรา chat
อันนี้ ดูทุกรูป ทุกแผ่น แล้วท่านก้อยิ้ม เพราะเปิ้ลเลือกรูป คุณภาพๆ ไป
แบบที่แสดงให้ท่านเห็นว่าเราเป็นคนรักกันนะ เค้ารู้จักพ่อแม่เรา เรารู้จักพ่อแม่เค้า
ลูกๆเค้ารู้จักเรา รูปทั้งหมดเปิ้ลเอาไปประมาณ 50 ใบค่ะ
เปิ้ลจะบอกว่า ท่านไม่ขอดู อีเมลล์เปิ้ลซักฉบับเลยค่ะ(หนักสองกิโลได้แฟ้มนี้ โธ่ถัง อุสาห์แบกไปด้วย )
ดูเสร็จท่านทำหน้าขรึม แล้วก้อพิมพ์อะไรซักอย่าง
แล้วพูดไปด้วยแบบไม่มองหน้าเราค่ะว่า "Everything look good but you need to go back to Buriram"
โอ้ แม่เจ้า ใจเปิ้ลหายวูบ หน้าเหลือสองนิ้ว มันแปลว่าอะไร เราโดนปฏิเสธวีซ่าเหรอนี่
แล้วท่านก้อหันไปหยิบกระดาษขาวมาเขียนอะไรซักอย่าง
ยิ้มแล้วส่งกระดาษขาวให้เปิ้ลแล้วบอกว่า " and you need to come back to Bangkok again on next Thursday to pick up your visa"
เท่านั้นแหละค่ะ เปิ้ลยิ้มหน้าบานเลย

อยากร้องไห้ก้ออยากร้องไห้

ดีใจจริงๆๆ
ขอบคุณและสวัสดีท่านไปสองรอบงามๆๆ แล้วรีบลาท่านจากหน้าต่างช่องหก
กลับมานั่ง หน้ายังบานอยู่

รอเพื่อนๆร่วมชะตาอีกสองคน จนเค้าสัมภาษณ์เสร็จกันหมดค่ะ
ตอนบ่ายวันนั้น K1 visa สัมภาษณ์ 7 คน ผ่าน 6 รอส่งเอกสารเพิ่ม 1 คน ค่ะ
เปิ้ลส่งเอกสารทุกอย่างกลับไปพร้อมกับ packet 3 เลยท่านกงสุลเลยไม่ได้ขอเอกสารอะไรเพิ่ม
เปิ้ลรับราชการค่ะสิ่งที่เปิ้ลส่งเพิ่มไป (คิดเอง ส่งเพิ่มเอง อีกแล้ว ฮ่าๆๆ) ก้อมี ดังนี้ค่ะ
-ใบรับรองเงินเดือนและรับรองการทำงานจากต้นสังกัด ใบจบจากมหาลัย ใบผลการเรียน
ส่วน tax return ของแฟน ใช้ปีเดียวค่ะ ของปี 2009
ตอนแรกก้อแอบกังวลเหมือนกันว่าจะถูกขอเพิ่ม แต่ท่านกงสุลก้อไม่ขอ ดีจังเลย
เพื่อนๆ ตรวจสอบรายละเอียดเรื่องรายได้ขั้นต่ำต่อปีของแฟนไปดีๆนะคะ
ว่าแฟนของเราควรมีรายได้ประมาณเท่าไร ถ้านับรวมเราเข้าไปด้วย
เพราะพี่ที่สัมภาษณ์วันเดียวกับเปิ้ล เค้าติดส่งเอกสารเพิ่ม
ก้อเพราะว่ารายได้รวมต่อปีกับทรัพย์สินของแฟน ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดค่ะ
สรุปว่า พี่น้องประชาชนที่สัมภาษณ์วันนั้นรู้หมดเลยค่ะว่าเปิ้ลมีแฟนแก่ ฮ่าๆๆ
เปิ้ลนัดรับวีซ่า วันที่ 5 สิงหาคมนี้ค่ะ
เรื่องเล่าจบเท่านี้ค่ะ เปิ้ลเล่าทุกขั้นตอนแบบสนุกๆเพราะไม่อยากให้เพื่อนๆเครียดกัน
โชคดีกันทุกคนนะคะ
/apple
หลังได้วีซ่า เปิ้ลถามเจ้าหน้าที่ว่า วันเดินทาง ต้องเอาเอกสารอะไรไปอีกมั่งค่ะ
เจ้าหน้าที่บอกว่า นอกจากวีซ่า เอกสารในซองสีน้ำตาล แล้ว
ให้เอาฟิล์มเอกซเรย์ ไปด้วยค่ะ